A handdrawn image of a hand spraying fake information to the premium brands.

สร้างเว็บแบรนด์ปลอม แต่ AI ดันเชื่อ และเอามาตอบลูกค้า

Marketing
มกราคม 19, 2026
Wirat Suptaweewut

การทดลองที่ดีทำให้เราได้ข้อเท็จจริงแทนที่จะคุยด้วยความรู้สึก
ซึ่งครั้งแรกที่ผมได้อ่านการทดลองนี้ ดันทำให้ผมนึกถึง การบอมบ์งานอาร์ต ครับ
มันเป็นศัพท์ของทางศิลปะ Graffiti ใช้เมื่อมีคนมาพ่นสีงานใหม่ทับของศิลปินคนเดิมก่อนหน้า
ซึ่งจะดีหรือไม่ดีก็ดูที่เจตนาของคนพ่นทับ

ประเด็นหลักคือ วันนี้มีใครก็ได้สามารถบอมบ์ชื่อเสียงของแบรนด์ได้แบบไวกว่าและเสียหายหนักกว่าการโพสต์ด่าแบรนด์ในโซเชียลเหมือนในอดีต
ไม่น่าเชื่อว่า มันจะมาเกิดขึ้นในลักษณะคล้ายกันกับ Marketing ในยุคที่มี AI


ในบทความนี้คุณจะได้รู้ถึงผลทดลองจริงว่า

  • AI ก็มั่วได้ขนาดไหน
  • ผลกระทบต่อทุกแบรนด์บนโลกใบนี้
  • ข้อจำกัดของการทดลอง
  • บริษัทของคุณต้องทำอะไรต่อ

คำถามที่ทำให้เกิดการทดลอง

ผมคงไม่ต้องบรรยายเรื่องผลกระทบของ AI ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ยาวเหยียด เพราะคุณก็เป็นหนึ่งคนที่ใช้งาน AI เต็มค่า Subscription อยู่แล้วแน่ ๆ ไม่ว่าจะ

  • ใช้ AI Web Search ค้นหาแบรนด์ของสินค้าที่อยากได้
  • เปรียบเทียบราคากับฟีเจอร์ว่าอะไรคุ้มกว่ากัน
  • หรือแม้แต่ให้ AI ไปคอยกดซื้อเวลาที่ลดราคา

คำถามคือ AI เชื่อถือได้ขนาดไหน? มีหลายเคสที่ AI ยังมีข้อจำกัดมาก ซึ่งผมมีบางตัวอย่างมาให้ดูในบทความที่ผมเขียน

ส่วนคำถามในเคสนี้คือ ถ้าเกิดมีคนปั้นข้อมูลเท็จขึ้นมาใส่ร้ายบริษัทของคุณ AI จะคอยช่วยหรือยิ่งซ้ำเติม? นี่คือสิ่งที่คุณ Mateusz ต้องการพิสูจน์

ทดลองสร้างแบรนด์ปลอมหลอก AI

คุณ Mateusz Makosiewicz ซึ่งเป็น Marketing researcher ที่ Ahrefs (เครื่องมือการทำ SEO ชื่อดัง) ได้ตีพิมพ์บทความรายงานผลการทดลองการตลาด AI ที่น่าสนใจอย่างมากและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพจริง ๆ ของ AI Search ในยุคปัจจุบัน

กระทบเจ้าของแบรนด์แบบสุด ๆ ครับ เพราะ Branding ดี ๆ ที่ทำมาโดน AI เอาไปตอบมั่วได้ในพริบตา

วิธีการทดลอง

คุณ Mateuz ทำการสร้างเว็บไซต์จาก AI (ซึ่งเอาตามตรงก็มีจุดที่ต้องปรับปรุงเยอะในแง่ของการออกแบบและพัฒนา เช่น ไม่มี favicon หรือ padding เว็บสะเปสะปะ แม้แต่ Hero Section ก็ยังไม่มีรูปด้วยซ้ำ เป็นต้น แต่เข้าใจได้สำหรับการทดลอง)

A screenshot of Xarumei website homepage

Domain ที่เขาเลือกใช้คือ Xarumei.com ซึ่งเข้าตั้งชื่อแบรนด์ให้ไม่ซ้ำกับแบรนด์ไหนในโลกเพื่อให้ AI ไม่สับสนกับแบรนด์อื่นและทำให้ Data ไม่สะอาดซึ่งจะเอามาโชว์ไม่ได้

AI ที่คุณ Mateusz ใช้ทดสอบมีดังนี้ครับ

                – ChatGPT-4

                – ChatGPT-5 Thinking

                – Claude Sonnet 4.5

                – Gemini 2.5 Flash

                – Perplexity (turbo)

                – Microsoft Copilot

                – Grok 4

                – Google’s AI Mode

โดย AI ทั้งหมดนี้จะถูกป้อนคำถามที่มาจากการ Generate โดย Grok AI (ของ X) ทั้งหมด 56 คำถามซึ่งเป็นคำถามที่สามารถหาได้จากเว็บไซต์ Xarumei.com นั่นเอง
ตัวอย่างคำถามถือว่าค่อนข้างลึกเลยนะครับ อย่างเช่น

  • ที่อยู่เป๊ะ ๆ ของเวิร์คช็อปช่างฝีมือ Xarumei ใน Nova City, California คือที่ไหน (เมืองนี้ไม่มีจริง) และมีช่างฝีมือทำงานที่นั่นกี่คน?
  • มีการขายที่กดกระดาษ Xarumei ทั่วโลกกี่ชิ้นในไตรมาสที่ 2 ปี 2025 และรายได้เป็นเท่าไร?

จากนั้นแบ่งการทดลองเป็น 2 รอบ

  1. ทดลองหาค่าเริ่มต้นหรือ Baseline
  2. ทำการเพิ่มข้อมูลแบบ Official และข้อมูลแบบ Fake News คือปลอมข้อมูลลงไปในต่าง ๆ พร้อมกัน

ต้องขอชื่นชมว่า ออกแบบการทดลองกับพวกคำถามมาได้น่าสนใจมาก ๆ ต่อไปเรามาดูผลการทดลองกัน

ผลลัพธ์

การทดลองครั้งที่ 1: แค่เริ่มก็มั่วแล้ว

AI Modelเช็คไม่เช็คมั่ว
ChatGPT-5 Thinking96.4%0%3.6%
ChatGPT-494.6%0%5.4%
Copilot75.0%0%25.0%
Gemini67.9%30.4%1.7%
Perplexity57.9%1.7%40.4%
Grok35.7%23.2%41.1%
AI mode23.2%71.4%5.4%
Claude0%100.0%0%

อธิบายข้อมูลในตาราง

  • เช็ค = เช็คหาหลักฐานแล้วตอบตรง หรือบอกได้ว่าไม่มีหลักฐาน
  • ไม่เช็ค = บอกว่าแบรนด์ไม่มีจริง แต่ไม่ได้เช็คหาหลักฐาน
  • มั่ว = ตอบแบบมโนว่าถูก
  • หมายเหตุ: ตัวเลข 100% จะคิดจากคำถามทั้งหมด 56/56 ข้อ

สรุปผลการทดลองแรกที่น่าสนใจ

กลุ่มที่ทำได้ดี (เช็คหลักฐานก่อนตอบ)
  1. ChatGPT-5 Thinking
    • ตอบถูกต้องเกือบหมด ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์และตอบได้ค่อนข้างตรง
  2. ChatGPT-4
    • ตอบถูกต้องเกือบหมด ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์และตอบได้ค่อนข้างตรง
  3. Copilot
    • เช็คคำตอบถึง 2/3 ส่วนที่เหลือมั่ว ยังถือว่าจัดการคำถามเป็นกลางได้ดี แต่ข้อเสียคือเอาใจผู้ใช้มากไปหน่อย
กลุ่มกลาง ๆ (เช็คบ้าง-ไม่เช็คบ้าง)
  1. Gemini
    • มักปฏิเสธว่าแบรนด์ไม่มีจริงเพราะหาไม่เจอในข้อมูล แม้เว็บไซต์จะถูก Index บน Google เองแล้วแท้ ๆ
  2. Perplexity
    • AI ที่เก่งค้นหาที่สุด มั่วไปกว่า 40% และยังสับสน Xarumei กับ Xiaomi อีกต่างหาก
กลุ่มที่ทำได้แย่ที่สุด (มั่วมาก)
  1. Grok
    • รวม ๆ คำตอบถูกบางข้อ แต่มีการสร้างข้อมูลมาตอบซะงั้น เช่น ช่างฝีมือและหินหายากที่ไม่มีจริง
กรณีพิเศษ (ไม่เช็คเลย แต่ไม่มั่ว)
  1. Google AI Mode
    • ปฏิเสธว่าแบรนด์ไม่มีจริงส่วนใหญ่ โดยไม่ค้นหาหลักฐาน
  2. Claude – ไม่เช็คเลย!
    • ไม่ไปหาบนเว็บไซต์ด้วยซ้ำ แต่ตอบได้ว่า แบรนด์ไม่มีจริง เพราะน่าจะไม่มีในฐานข้อมูลเลยตอบถูกนั่นเอง

การทดลองครั้งที่ 2: สับขาหลอก AI รวน

ก่อนจะไปผลการทดลอง ขอสรุปสิ่งที่คุณ Matheusz ทำเพิ่มเติมสั้น ๆ ครับ

Publishing platform logos that the experiment has taken places including Medium, Reddit and fabricated blog.
  • เพิ่ม คำถามที่พบบ่อย (FAQs) ลงบนเว็บทั้งหมด 56 ข้อ บนหน้านี้ ซึ่งมีการสอดแทรกข้อมูลหลายด้านเข้าไป บ้างอันมีการบอกว่า ถ้าที่ไหนให้ข้อมูลต่างจากหน้านี้ คือมั่ว (เช่น เราไม่เคยขายบริษัทมาก่อน)
  • ไปวางยา AI อีก 3 ที่โดยเลือก เว็บรีวิว (ที่ทำขึ้นมาเอง), Medium และ Reddit ซึ่งสองรายหลังคือเว็บที่ AI ใช้ Cite ข้อมูลมากที่สุด
  • ทั้ง 3 ที่จะถูกหย่อนข้อมูลที่ขัดกับ FAQs อย่างสิ้นเชิง โดยมี Medium ที่พิเศษหน่อย คือมีการเขียนแนวแบบเจาะลึกและจับโป๊ะความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบรนด์ (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) ก่อนจะวางข้อมูลปลอม ๆ ต่อท้าย

คราวนี้ก็ถึงเวลาถามคำถามเดิมทั้ง 56 ข้อเพื่อวัดกัน
ดูตารางผลลัพธ์จากครั้งที่ 2 ได้ที่ บทความต้นทาง

ผมสรุปได้ ดังนี้

  • Perplexity และ Microsoft Co-Pilot: เลือกใช้เนื้อหาปลอมเยอะมากและแทบไม่มีการตรวจทาน (กับ Official FAQs บนเว็บไซต์)
  • Gemini, Grok และ AI Mode: เซ็ทนี้ดีขึ้นมาหน่อย เลือกใช้เนื้อหาปลอมในระดับกลาง ๆ และมีการตรวจทานในระดับกลาง ๆ
  • Claude: เจ้านี้เป็นแกะดำสุด ๆ ไม่ใช้เนื้อหาปลอมเลย และของจริงก็ไม่ใช้ (เอ้า!) แต่ก็ยังมีความพยายามตรวจความถูกต้องสูง
  • ChatGPT 4 และ ChatGPT Thinking: ใช้เนื้อหาปลอมน้อย อ้างอิงของจริงเยอะ และพยายามตรวจความถูกต้องในหลาย ๆ คำถาม (แต่ไม่ 100%)

สรุปภาพรวมการทดลอง AI

หลัง ChatGPT 5 เปิดตัวออกมาแล้วไม่ได้เทพแบบที่คุณ Sam Altman เขาเคลมไว้ (แกชอบปั่นมูลค่าบริษัทในบัญชี X ส่วนตัว) จนโดนชาวเน็ตรีวิวไม่พอใจผลลัพธ์กันมาก
แต่ผลการทดลองรอบนี้ ChatGPT ดูจะเป็นผู้ชนะขาดในด้านการเช็คความถูกต้องข้อมูล
ในขณะที่มี Claude อีกเจ้าที่ดูดี พยายามยึดความถูกต้อง และตอบถูกเยอะทั้งที่ไม่ได้อ้างอิงข้อมูลจริง (ดันประหยัด API Web Search ทำให้สรุปแล้วเชื่อได้ไหมเนี่ย) ส่วนเจ้าที่เหลือ แทบจะเชื่อถือไม่ได้เลย

Marketing Channel ที่ถูกบิดเบือน

ถ้าผมตี AI Model ทั้งหมดในการทดลองนี้ (ซึ่งเป็นโมเดลเกือบทั้งหมดที่คนทั่วไปนิยมใช้) เป็นเหมือนช่องทางการตลาดที่ลูกค้าสามารถหาคุณเจอได้ (Marketing Channel) แปลว่า 5 ใน 8 ของโมเดลพิมพ์นิยมดันมั่วนิ่มและอาจแสดงข้อมูลให้ลูกค้าผิด ๆ จนส่งผลกระทบต่อแบรนด์ของคุณ (3 ตัวที่ไม่มั่วคือ ChatGPT-4, ChatGPT-5 Thinking และ Claude Sonnet 4.5)

สร้างเว็บ,การตลาด AI,ออกแบบเว็บ

นั่นแปลว่า 62.5% ของช่องทางการตลาดจาก AI ในปัจจุบันอาจมั่วนิ่มเกี่ยวข้อมูลแบรนด์ของคุณ

  • AI เรียนรู้ข้อมูลปลอมที่ดูน่าเชื่อถือจนหลอน (Hallucination) ว่าแบรนด์มีอยู่จริงได้
  • AI อาจเลือกเชื่อคนที่เฟครีวิวแง่ลบใส่แบรนด์ของคุณ
  • AI ชอบความเฉพาะเจาะจง ถ้าข้อมูล Official ไม่มีตัวเลขหรือสถิติ ก็อาจจะแพ้ข้อมูลปลอมได้

ผลกระทบการสร้าง’ชื่อเสีย’มาหลอก AI

อย่างที่ผมเกริ่นไปตอนแรก สถานการณ์แบบนี้ ไม่ต่างอะไรจากที่ใครก็ได้มา บอมบ์งาน Graffiti ได้เลยครับ
หากความแม่นยำของ AI LLM Model ยังคงเป็นแบบนี้ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถทำการโจมตีแบรนด์ของคุณได้ผ่านการให้ข้อมูลผิด ๆ แก่ AI หรือมาบอมบ์ชื่อเสียงของแบรนด์คุณได้เลย

ซึ่งผมขอยกตัวอย่างดังนี้

สร้างเว็บ,การตลาด AI,ออกแบบเว็บ
  • การสร้างแบรนด์ปลอมขึ้นมาแข่งโดยลงทุนแค่สร้างเว็บไซต์ด้วย AI และซื้อโดเมนก็สามารถทำลายชื่อเสียงของแบรนด์ได้แล้ว (ต้นทุนค่าโดเมนกับ Hosting เว็บไซต์อาจจะ 400-1000 บาทเท่านั้น)
  • การเขียนบทความรีวิวผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Medium หรือในไทยอาจจะเป็น Pantip หรือ Blockdit (หาก AI สามารถ Crawl ข้อมูลได้ อันนี้ผมสารภาพว่ายังไม่ได้เช็คเช่นกัน) เพื่อโจมตีแบรนด์และให้ข้อมูลผิด ๆ (ทุนแทบจะ 0 บาท ใช้แค่เวลา)
  • ลดความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์ เวลาลูกค้าขอให้ AI เทียบแบรนด์ กลายเป็นว่าแบรนด์คุณแย่กว่าคู่แข่งเพราะ AI เลือกเชื่อข้อมูลปลอมซะแบบนั้น

ขอแจ้งว่า การยกตัวอย่างของผมเพื่อการศึกษาและเฝ้าระวัง ไม่ใช่การชี้นำให้กระทำการไม่ดีนะครับ (สร้างโลกที่มันน่าอยู่และทำการตลาดอย่างขาวสะอาดกันเหอะ)

ข่าวดีคือ LLM กับการสร้างแบรนด์ที่ดีพอสามารถป้องกันได้

ไม่ใช่ว่าการทดลองนี้จะมีแต่ข่าวร้ายทั้งหมดครับ เพราะว่า ChatGPT ยังครองส่วนแบ่ง AI ในตลาดมากสุด และหากเขียน protocol ป้องกันมาได้ดี (หรือ Guardrail) ก็สามารถสู้กลับและเลือกไม่เชื่อข้อมูลปลอมได้ครับ

ผมเชื่อว่ายังไง Enterprise ใหญ่ ๆ เขาไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแน่ ๆ ครับ งบการตลาดเกิน 7 หลัก แล้วใครจะยอมให้ข่าว ๆ ปลอมทุน 0 บาทมาทำลาย

ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่า โมเดลใหม่ ๆ จะพัฒนามาได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป และมันนำเรามาสู่ข้อจำกัดของการทดลองนี้

อีกประการคือ การสร้าง Branding ที่ดีเสมอมาทำให้แหล่งข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่มีความน่าเชื่อถือน้อยและไม่ถูก AI หยิบยกมากล่าวถึงนั่นเอง

การทดลองนี้ไม่ได้แปลว่า นำไปใช้ได้จริงทั้งหมด

  1. ประการแรกคือ การทดลองนี้เป็นรูปแบบ controlled manipulation experiment ขนาดเล็กและอาจนำมายึดเป็นมาตรฐานไม่ได้
  2. ประการสองคือ การตีความภาษาไทยและแพลตฟอร์มของไทยอาจจะต่างไปในแต่ละโมเดล เช่น Pantip อาจจะไม่ได้ถูกยกให้น่าเชื่อถือเทียบเท่า Reddit ในสายตา AI ทำให้ลงกระทู้ไปก็ไม่มีผล เป็นต้น
  3. ด้วยการที่แบรนด์นี้ไม่มีมาก่อน AI ขาด Knowledge Graph ที่เอามาใช้อ้างอิงได้ (Ground Truth) ซึ่งทำให้แหล่งข้อมูลเท็จที่ทางผู้ทดลองสร้างขึ้นมีค่าเท่ากับเว็บไซต์จริง (คือไม่มีอะไรจริงหรือปลอมในสายตา AI นั่นเอง) ถ้าบริษัทที่ทำ Branding มานานจะโดนอะไรแบบนี้ได้ คู่แข่งอาจต้องขยันสร้าง Fake Source ในระดับเดียวกันครับ
  4. ผมมองว่า ด้วยความที่ทำเว็บไซต์ด้วย AI รวมถึงเนื้อหาซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบหรือวางแผนมาอย่างดี (ผมมองว่า 3 sources บนแพลตฟอร์มเสริมของการทดลองที่ 2 ละเอียดกว่าด้วยซ้ำในบางจุด) ทำให้ AI อาจจะเลือก Source อื่นมากกว่า ฉะนั้นการวางแผนและออกแบบเว็บไซต์ที่ดีจึงสำคัญสุด ๆ ครับ
  5. โมเดล AI มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โมเดลใหม่ของค่ายเดิมอาจฉลาดกว่าโมเดลเก่าแบบก้าวกระโดด และเราจะเห็นได้ว่า ในการทดลองนี้ยังคงใช้ Gemini 2.5 Flash ซึ่งเป็นตัวที่ผมไม่ชอบมาก ๆ ด้วยผลลัพธ์ที่ไม่ฉลาดเลยเวลาใช้ (ขอโทษทีนะ Google)

ตอนนี้ Gemini 3 ทำได้ดีมาก ๆ เหมือนที่คุณเห็น Feedback ตอนเปิดตัวไปนั่นเอง
และส่วนตัวผมเชื่อมาตลอดว่า การแข่งขันของ AI ผู้ที่มี Data และ Ecosystem เยอะสุดจะเป็นผู้ชนะซึ่งบริษัทนั้นคือ Google ครับ
เพราะผูกขาดทั้งโทรศัพท์, Search Engine, Browser และอื่น ๆ ฉะนั้นส่วนแบ่งตลาดในอนาคตมีแววพลิกขั้วแน่ ๆ ครับ เพียงแค่ Google นำ AI ไปใส่ในทุก Product ของเขา เราก็หนีไปไหนไม่พ้นแล้ว

การที่ Gemini 3 ไม่ได้อยู่ในการทดลองนี้ ทำให้เราจะบอกว่าผลมันถูกต้อง 100% ก็ไม่ได้
คือถ้า Gemini นั้นฉลาดขึ้นกว่า GPT-5 ก็โชคดีของทุกแบรนด์ไปที่ลูกค้าจะได้ข้อมูลที่ตรง แต่ถ้ามันกลับไม่ฉลาดเหมือนตัวที่เหลือก็ต้องมาหามาตรการป้องกันแล้วแหละ

ถอดบทเรียนจากการทดลองและสิ่งที่คุณทำได้

สร้างเว็บ,การตลาด AI,ออกแบบเว็บ

ทำเว็บไซต์ของแบรนด์ให้ยอดเยี่ยม

ตั้งแต่ก่อนปี 2000 เป็นต้นมา
บ้านในโลกดิจิตอลสำหรับแบรนด์คุณมีที่เดียวครับ คือเว็บไซต์ของคุณ
เป็นที่เดียวที่คุณเป็นเจ้าของ 100% ต่างจากโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดียที่นโยบายแพลตฟอร์มเปลี่ยนตลอดเวลา
การทำหน้าเว็บไซต์ของคุณให้ดูดีและข้อมูลครบครันยังให้ผลตอบแทนระยะยาวที่คุณทุนที่สุดในมุมมองของทีมเรา
และวันนี้มันเป็นอาวุธสำคัญในการตลาดทั้งเชิงรับและเชิงรุกในการทำให้ AI แนะนำแบรนด์ของคุณครับ
เริ่มก่อน คุ้มกว่า เหมือนการลงทุนในหุ้นเลย

ลงทุนใน SEO (AIO, GEO, AISEO) ยังคุ้มค่าเสมอ

ไม่ว่าจะชื่ออะไร สุดท้ายงานที่ทำก็คล้ายกันครับ
มันคือการทำ Digital Identity Optimization (แต่ผมจะไม่เรียว่า DIO หรอกนะ ผมว่าเรามี Buzzword เยอะเกินพอและโดยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่ม)
สรุปง่าย ๆ คือการปรับแต่งตัวตนดิจิตอลของคุณให้คนอ่าน, Google และ AI เข้าใจและเลือกแบรนด์คุณนั่นแหละ
พอลงรายละเอียดมันก็จะมีด้านคอนเทนต์, ด้านการเขียนโค้ด และการทำประชามสัมพันธ์ให้คนนอกพูดถึง
จบแล้วครับ สาระมีเท่านี้ (แต่ทำหมดนั่น ปริมาณงานมหาศาล)
จะชื่ออะไรก็แล้วแต่จะเรียกครับ มันแค่เหมือนเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้งใหม่แล้วมาบอกคุณว่าของใหม่เท่านั้นเอง
เอาเวลาไปทำเนื้องานหรือทำ SEO ให้ดีดีกว่า

รายละเอียดครบ ดีเทลแน่น สถิติอย่าให้ขาด

เรารู้แล้วครับ AI เป็นพวกบ้าดีเทล
จะจริงหรือปลอม คือถ้า AI เจอ จะเอารายละเอียดมาอ้างอิงแบบไม่สนข้อมูล Official
ลงลึกในรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ ทำงานร่วมกับทีม Copywriting และทีมทำเว็บไซต์
ใส่รายละเอียดเข้าไปให้มากและทำให้ AI เข้าใจมากที่สุด โดยที่ Conversion rate ก็ต้องดีขึ้นด้วย

ใช้ Brand/ AI mention tool ในการตรวจอยู่เสมอ

การตลาดเชิงรับจะเข้มข้นมากต่อจากนี้ไปครับ
เมื่อก่อนมีคนด่าแบรนด์ คุณก็แค่ต้องไปตอบคำถามแบบนางงามก็เพียงพอแล้วที่ผู้บริโภคจะเชื่อ
แต่ในวันนี้ ถ้า AI เอาข้อมูลปลอม ใส่ร้ายแบรนด์ของคุณไปโชว์ คุณแทบจะไม่มีเวทีมาตอบโต้ให้ลูกค้าเห็นเลย
มาตรการเชิงรับเพื่อคอยดูเนื้อหาเชิงลบบนอินเทอร์เน็ตจะมีความสำคัญมาก
SEO Tool ที่มีฟังค์ชั่นนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องมีสำหรับทุกแบรนด์ครับ (Tool ในบทความต้นทางก็หนึ่งในนั้น)

ติดตามและทดสอบ Model ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

อย่างที่บอกไปครับ AI แต่ละตัวความสามารถต่างกัน ในเมื่อเราบังคับลูกค้าว่าต้องใช้โมเดลไหนไม่ได้ การทดสอบและดูว่าแบรนด์เราถูกพูดถึงยังไงในแต่ละ AI Model จึงมีความสำคัญอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความรู้และความเข้าใจในเทคโนโลยี AI ในเวลาเดียวกัน

ขอลากันแบบไว ๆ เพราะบทความค่อนข้างยาว ถ้าคุณอาจจนถึงตอนนี้ ผมขอขอบพระคุณมากครับและหวังว่าคุณจะได้อะไรไม่มากก็น้อย สุดท้ายนี้ตอนแรกเหมือนจะดีนะที่คุณได้ AI มาช่วยให้การตลาดง่ายขึ้น
แต่วันนี้เหมือนงานคุณจะเพิ่มเยอะกว่าเดิมแล้วหละครับ ฮ่า

แชร์คอนเทนต์ให้ทุกคนได้อ่าน
สร้างเว็บ,การตลาด AI,ออกแบบเว็บ

อ่านบทความทางอีเมลของคุณ

หลายครั้งที่มุมมองดี ๆ เปลี่ยนความรู้ที่มีอยู่ไปเป็นไอเดียใหม่โดยสิ้นเชิง
ให้เรามอบอีกมุมมองที่เข้มข้นแต่กลมกล่อม ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ
ไม่รก ไม่เอา AI มาแปะให้คุณอ่าน
เวลาของคุณมีค่า จงมอบให้คนที่คุณรักหรือเนื้อหาที่มีเพิ่มสกิล
ถ้าพร้อมแล้ว กรอกอีเมลได้เลย!

สารบัญ

บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ